วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551



ไอคิวเด็กไทย




โดยผลสำรวจค่าเฉลี่ยสติปัญญาของเด็กไทยเมื่อปี 2545 พบว่า เด็กอายุ6-12 ปีมีไอคิวเฉลี่ย 88 จุด เด็กอายุระหว่าง 13-18ปีมีไอคิวเฉลี่ย 87 จุด จากเดิมที่เคยเฉลี่ยร้อยละ 91 และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่มีพัฒนาการทางกล้ามเนื้อ สายตา และการสัมผัสตามปกติอยู่เพียงร้อยละ 80 เด็กไทยยังต้องแก้ไขในเรื่องความอดทน วินัย สมาธิ การพึ่งตนเอง และเด็กโตต้องพัฒนาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ และการควบคุมอารมณ์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยของไอคิวตามมาตรฐานสากลอยู่ที่ระดับประมาณ 100-110 จุด น.พ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตระบุว่า พื้นฐานทางเชาวน์ปัญญาและอารมณ์ของแต่ละคนจะแตกต่างกันตามพันธุกรรมประมาณร้อยละ 50 โดยอีกร้อยละ 50 นั้นจะเกิดจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่สามารถสร้าง ให้เกิดขึ้นมาได้ อาทิ สุขภาพของมารดา สารอาหาร และลักษณะการเลี้ยงดูซึ่งตั้งแต่ปี 2548 ที่ผ่านมา รัฐบาลและกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยในวัยแรกเกิดถึง 5 ปีใน 20 จังหวัด ทั้งการพัฒนาครูอนุบาล และครูในศูนย์เลี้ยงเด็ก การอบรมพ่อแม่ในการเลี้ยงดูเด็กและสร้างจินตนาการ รวมถึงการแจกจ่ายคู่มือเสริมสร้างกิจกรรมพัฒนาไอคิวและอีคิว (วุฒิภาวะทางอารมณ์)เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คือในปี 2551 ไอคิวเฉลี่ยของเด็กไทยจะต้องอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 100 จุด ความพยายามที่จะเสริมสร้างความสามารถทางสติปัญญาของเด็กไทยนั้นเป็นเจตนาดี โดยไม่ต้องสงสัย แต่ในการดำเนินการดังกล่าว

จากผลสำรวจล่าสุดในปี 2545 พบเด็กอายุ 6-12 ปี มีระดับความฉลาดทางสติปัญญา หรือไอคิวเฉลี่ย 88 จุด กลุ่มอายุ 13-18 ปี 87 จุด ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานที่เฉลี่ย 100 จุด หรือเมื่อเทียบอัตราการศึกษาในมหาวิทยาลัยไอคิว 87 จุดจะเรียนจบได้ในระดับปานกลางเท่านั้น งานวิจัยชิ้นหนึ่งในประเทศไทย ได้ทำการสุ่มตัวอย่างจากเด็กทั่วประเทศ 20 จังหวัด พบว่าค่าเฉลี่ยไอคิวของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 20 จังหวัดอยู่ที่ประมาณ 91 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และมี 44% ของประชากรกลุ่มตัวอย่างที่ได้ทำการสำรวจวิจัยนั้นต่ำกว่า 90 หมายความว่าเด็กมีอายุจริง 10 ขวบแต่อายุสมองเท่ากับเด็กอายุ 8-9 ขวบ ตัวเลขนี้อาจจะสรุปได้ว่าเด็กไทยมีไอคิวต่ำกว่ามาตรฐาน
ระดับของเชาว์ปัญญา เด็กไทย 44% มีไอคิวต่ำกว่า 90 ถ้าต่ำกว่า 90 ก็ขึ้นอยู่กับว่าต่ำกว่ามากแค่ไหน เพราะว่ายังมีแบ่งเป็นอีกหลายขั้น
ระดับ 80-90 อยู่ในระดับปัญญาทึ บ ระดับ 70-80 เรียกว่าคาบเส้นปัญญาอ่อน ระดับ 70-50 เรียกว่าปัญญาอ่อน ระดับน้อย ระดับ 50-30 เรียกว่าปัญญาอ่อนระดับปานกลาง ต่ำกว่า 30 ลงมาเรียกว่าปัญญาอ่อนขั้นรุนแรง ถ้าเป็นระดับ 70-90 ระดับปัญญาทึบกับคาบเส้นปัญญาอ่อน ถ้าเด็กอยู่ในชุมชนต่างๆ จะมองข้อแตกต่างไม่ออก เด็กจะพูดคุย ทำกิจกรรมต่างๆได้เหมือนเด็กปกติ แต่ความสามารถในการที่จะเรียนรู้ ความสามารถที่จะคิดแก้ไขปัญหาจะน้อยกว่าจะช้ากว่า ในระดับของปัญญาทึบอยู่ในชั้นเรียนที่สูงขึ้นจะไปไม่ไหว.



ที่มา http://school.eduzones.com/school-5-4-29307.html

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การนำโปรแกรมสำนักงานอัตโนมัติไปใช้งาน











ระบบแลน (LAN)





ระบบแลน (LAN) ที่ใช้ในสำนักงานที่ใช้ระบบบัส หรือทรี จะมีการส่งข้อมูลในลักษณะนำข้อมูลมาแพ็กลงซอง จ่าหน้าซองแล้วส่งออกไปในบัส สถานีปลายทางตรวจสอบพบซองที่จ่าหน้าถึงตนเองก็จะเก็บซองนั้นขึ้นมา หากข้อมูลที่ส่งจากสถานีต้นทางไปยังสถานีปลายทางต้องผ่านหลายชุมสาย ก็ใช้หลักการคล้ายระบบแมสเซจสวิตชิ่ง กล่าวคือ ระบบจะเก็บข้อมูลและส่งต่อเช่นเดียวกัน แต่จะต่างกันตรงที่แพ็กเกต-สวิตชิ่งจะแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนย่อย ๆ เรียกว่า แพ็กเกต แต่ละแพ็กเกตจะถูกทยอยส่งผ่านชุมสายจุดต่าง ๆจนถึงปลายทาง ซึ่งปลายทางก็จะรวมแพ็กเกตต่าง ๆ ให้กลับเป็นข้อมูลเดิมโดยสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง การที่ข้อมูลถูกแบ่งออกเป็นแพ็กเกตย่อย ทำให้ชุมสายไม่ต้องคอยรับข้อมูลทั้งหมดให้ครบก่อน เป็นผลทำให้ลดช่วงเวลาหน่วงลง จึงทำให้ระบบนี้สามารถใช้กับงานแบบโต้ตอบทันทีได้ ข้อดีของชุมสายแบบแพ็กเกตสวิตชิ่งที่เห็นได้ชัดคือ อุปกรณ์ต้นทางกับปลายทาง สามารถส่งด้วยความเร็วที่ต่างกันได้ เพราะชุมสายจะเป็นผู้แปลงสัญญาณ ให้ความเร็วเข้ากันได้ มีการรับประกันความถูกต้องของข้อมูลที่รับส่งทำให้ระบบมีความเชื่อถือสูง สามารถใช้ในระบบที่โต้ตอบด้วยความเร็วได้ มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โครงข่ายดังกล่าวนี้ทำให้ใช้งานพร้อมกันหลาย ๆ ระบบได้ โดยงานประยุกต์แต่ละระบบไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่ใช้ผ่านชุมสายเดียวกัน ภายในสำนักงานอัตโนมัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะมีทั้งการสื่อสารด้วยเสียง ข้อมูลภาพระบบภายในที่มีการสื่อสารด้วยเสียง จึงมักใช้ชุมสายแบบเซอร์กิตสวิตชิ่ง เช่น Pabx ดังนั้นจึงพ่วงการสื่อสารข้อมูลเข้าไปด้วย ด้วยการต่อเชื่อม เช่น เทอร์มินัลคอมพิวเตอร์เข้ากับมินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม การใช้วงจรจะเชื่อมต่อเพื่อส่งผ่านข้อมูลถึงกัน อย่างไรก็ดี ภายในสำนักงานก็จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในลักษณะแลน การเชื่อมต่อแบบแลนเป็นการนำอุปกรณ์หลาย ๆ แบบต่อเข้าสู่โครงข่ายเดียวกัน เพื่อเพิ่มคุณค่าของระบบทำให้การส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันทำด้วยความรวดเร็วสูงมาก ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกันเสมือนเวลาจริง การใช้แลนจึงมีบทบาทที่สำคัญเพิ่มขึ้น และมีผู้นิยมใช้ในสำนักงานต่อไป ภายในสำนักงานจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในลักษณะ Lan





แหล่งที่มา

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/network2/index.html

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ตัวอย่างการนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้าไปใช้งาน









การใช้ระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้าไปใช้งานในระบบสำนักงาน/ออฟฟิศ


ปัจจุบันการนำระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้ในออฟฟิศนั้น มีความแพร่หลายอย่างมาก เนื่องจากมีความสะดวกสะสบาย อย่างเช่นระบบ Lan ที่สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย ลดแรงงานคนไม่ต้องเดินติดต่อให้เมื่อยอีกต่อไป สามารถใช้เครื่องเซิฟเวอร์เพียงเครื่องเดียวไม่ต้องติดทีละหลายๆเคื่อง สามารถส่งงานทางInternet ส่งเอกสารทางระบบ LAN ผ่านเครื่องเซิฟเวอร์ เพื่อให้ไปถึงอีกฝ่ายโดยไม่ต้องปริ้นท์ ไม่ต้องเปลืองทรัพยากรอีกต่อไป สามารถประหยัดเวลา ประหยัดทรัพยาการไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว สามารถ Link ทุกฝ่ายใบริษัทไว้ในเซิฟเวอร์ได้เลย อย่างเช่น ตั้งแต่ระดับผู้จัดการ สามารถสั่งงานโดยตรงลงไปที่แผนกผ่านทางระบบLanได้ โดยไม่ต้องเดินให้เมื่อย ไม่ต้องบอกเลขาให้เบื่อ ทำให้มีความรวดเร็วในการทำงานมากขึ้นอีกมากมาย